สาม

•พฤศจิกายน 1, 2009 • ให้ความเห็น

สามปีกับการเปลี่ยนแปลง เราเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา บางทีก็ฟุ้งซ่าน บางทีข้างในก็เงียบจนไม่อย่างให้ใครมายุ่ง

สามปีนี้ทำให้เราเปลี่ยนไปเยอะ จากเด็กธรรมดา เป็นเด็กไร้สาระไปวันๆ

จากเด็กไร้สาระไปวันๆ กลายเป็นคนอารมณ์รุนแรงขี้รำคาญ
ช่วงหลังอารมณ์เราเย็นลงไปเยอะกว่าเดิมเยอะมาก

เราจึงกลายเป็นคนแบบตอนนี้ ซึ่งก็ไม่รู้จะเปลี่ยนแปลงอีกเมื่อไร ได้แต่รอให้เวลาพิสูจน์

เวลาทำให้เราโตขึ้นจริงๆ เวลาทำให้เรามีวันที่ดี วันที่แสนเศร้า วันที่ใบไม้หลุดร่วงจากกิ่งก้านสาขาก่อนจะทำให้มันผลิใบสง่าอีกครั้ง

แดดทอแสงผ่านหมู่เมฆลงมาตกกระทบกับน้ำเป็นเงา ตัวน้ำเองก็ไม่หยุดนิ่ง มันสั่นไหวไปตามลมที่พัดมาทำให้เกิดเงาระยิบระยับบนผืนน้ำ

นกตัวหนึ่งบินอยู่บนท้องฟ้าอย่างเดียวดาย ไม่รู้จะใช้ชีวิตแบบใดนอกจากล่องลอยบนท้องฟ้าเพื่อให้ลืมอดีตลืมปัจจุบันและอนาคต นกอีกตัวหนึ่งถูกขังอยู่ในกรงอย่างเดียวดาย และร้องเพลงเพื่อให้ลืมทุกอย่าง

เราคงเป็นนกทั้งสองตัว ไม่ว่าจะมีอิสระหรือไร้อิสระก็ยังไม่อาจรู้เส้นทางที่จะเดินต่อไป ไม่อาจลืมอดีตเมื่อโบยบิน ไม่อาจหยุดคิดถึงอนาคตด้วยบทเพลง

เหมือนที่พี่ตุลย์อพาร์ตเมนต์คุณป้าเคยพูดไว้ “มันคงเป็นนกสองตัวที่เหงาพอกัน”

เดิน

•ตุลาคม 7, 2009 • ให้ความเห็น

เรากำลังหยุดเดินเพื่อมองไปข้างหน้า

เพราะเราเดินไปข้างหน้ามานานจนลืมหยุดมองเท้าตัวเอง

มีทางแยกที่อยากไปอยู่สองสามทาง แต่เราเหมือนจะเลือกแล้วว่าอะไรเหมาะกับเรามากที่สุด

•กันยายน 25, 2009 • ให้ความเห็น

ตัวหนังสือค่อยๆถูกพิมพ์จากมือของข้าพเจ้า สู่แป้นพิมพ์ และในที่สุดก็ถูกบันทึกลงในเว็บเพจเล็กๆแห่งหนึ่งบนโลกจินตภาพอันกว้างใหญ่ไม่มีที่สิ้นสุด แต่แม้มันจะมีเนื้อที่มากมาย ถึงแม้จะกว้างใหญ่สักเพียงใดสุดท้ายมันก็แค่ความว่างเปล่า

เสียงของหญิงวัยกลางคนดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันราวกับสุญญากาศ คลื่นเสียงขนาดใหญ่ที่ผู้เขียนก็วัดไม่ได้ว่ากี่เดซิเบลพุ่งตรงเข้าสู่แก้วหูของเก้า บรรยากาศรอบกายทำให้เก้ารู้สึกหนักอึ้งไปทั้งร่าง สตรีวัยกลางคนผู้ที่เก้าเรียกว่าแม่มีความรู้สึกเฉกเช่นไรตัวเก้าเองก็ไม่อาจรู้ เนื่องจากเก้าไม่เคยเป็นแม่คนมาก่อน และเป็นมนุษย์เพศชายคนเดียวที่แม่คนนี้ให้กำเนิดขึ้นมา

เก้ารู้สึกสับสน ความรู้สึกปั่นป่วนปะทุอยู่ในหน้าอก วูบหนึ่งที่เก้าเผลอคิดไปถึงสตรีอีกคนที่อาจจะสำคัญกว่าแม่แล้วในขณะนี้ สามัญสำนึกของเก้าก็ชนะด้วยเหตุอันว่าด้วยแม่สำคัญที่สุดจนได้ แต่ถึงกระนั้นตอนนี้ทุกอย่างก็ไม่ได้ดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย

สมองของเก้านั้นหยุดแปลความหมายของคำพูดของแม่เข้าสมองมาพักหนึ่งแล้ว เก้าเพียงตอบสนองเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ความคิดมากมายอัดแน่นอยู่ในหัว

เก้าสับสน สับสนมาก สับสนมากถึงมากที่สุดเรื่องอนาคต ความรัก เพื่อน และอื่นๆอีกมากมาย
เก้าอยากเลือกเอง เลือกบางสิ่งให้ตัวเองแม้จะไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด
แต่หัวอกของแม่ก็ยังต้องการให้มีเลือดเนื้อของตนซบอยู่ดี ความรักเป็นสิ่งที่ดีในสายตาของข้าพเจ้า และมันก็เป็นสิ่งร้ายกาจได้เช่นเดียวกัน แต่ไม่ว่าจะดีหรือเลว สุดท้ายมันก็แค่ความรู้สึกที่ผ่านเข้ามา

ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านั้น

ไม่ว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร เก้าจะถูกย้ายไปที่ไหน ไม่ว่าเก้าจะเปลี่ยนแปลงไปตามกาลแค่ไหน คนที่เดินต่อไปในถนนคือเก้า ไม่ใช่แม่ ไม่ใช่คนรักของเก้า และที่แน่นอนที่สุดคือไม่ใช่ข้าพเจ้าด้วยเช่นกันและไม่ใช่ใครในโลกนอกเหนือจากตัวเก้า

เส้นทางชีวิตที่แสนไกล อนาคตอันเลือนราง เก้าใช้สติที่เหลือคิดถึงหมอกควันข้างหน้า และไม่ว่าจะเป็นอย่างไร…

เสียงเรียกดังขึ้นอีกครั้ง น้ำตาของแม่ไหลริน เก้าไม่รู้จะทำอย่างไรดี

แต่เก้าก็เข้าใจ และยอมรับ

ข้าพเจ้าทำได้เพียงนั่งดูเฉยๆ

รอให้เวลาเฉลยคำตอบของคำถามในใจเก้าเอง

สักวันหนึ่ง

ว่าด้วยหนังสั้น

•กันยายน 23, 2009 • ให้ความเห็น

ถึงข้อมูลเรื่องหนังสั้นจะหายเรียบไปกับเครื่องมือขนาดจิ๋ว

ตัวเราเองจะล้างพล็อตเก่านิดหน่อยแล้วใส่องค์ประกอบเพิ่มเพื่อให้มันเป็นหนังสั้นมากขึ้นไม่ใช่กึ่งสารคดีและเนื้อหาฟุ่มเฟือยเกินไป

ถ้าเป็นไปได้อยากทำขายกันในวงเล็กๆ ถ้ามีงานที่ตรงหัวข้อเราก็ส่งประกวด

มันอาจจะไม่มากมายและเหมือนจะเสียเปล่า แต่เราก็แค่มีความสุขกับสิ่งเล็กๆน้อยๆที่ทำ

เรื่องราวของเจ๊กิ่ง

•กันยายน 13, 2009 • 1 ความเห็น

เจ๊กิ่งเป็นมนุษย์เพศหญิงโดยกำเนิด เป็นหญิงที่มีความเป็นชายโดยกำเนิดเช่นกัน… แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นของข้าพเจ้าแต่อย่างใด

เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อวาน วันนี้ ปีที่แล้ว หรือจะก่อนข้าพเจ้าเกิดก็ไม่อาจสาธยายจนหมดทุกวันเวลาได้

ข้าพเจ้าได้รู้จักกับแกเมื่อสองสามปีที่แล้วเมื่อข้าพเจ้ายังเป็นผู้ไร้วุฒิภาวะทางความคิด ข้าพเจ้าได้รู้จักกับแกจริงๆจังๆเมื่อไม่กี่เดือนมานี้เอง เจ๊กิ่งโปรดปรานหนังสือเป็นที่สุดเหมือนกับพี่สาวของข้าพเจ้าที่ตอนนี้อยู่ต่างประเทศ แต่นั่นก็ไม่สำคัญอีกเช่นกัน

แกเป็นคนเก็บความรู้สึก เลือกที่จะร้องไห้เงียบๆตามลำพังมากกว่าระบายใส่เพื่อนที่ไม่อยากจะรู้อะไร โดยส่วนตัวข้าพเจ้าคิดว่าเป็นการดีต่อเพื่อนของเจ๊กิ่ง แต่ก็อาจจะไม่ดีต่อตัวแกเอง เจ๊กิ่งจะเขียนความคิดความรู้สึกไว้ในบล๊อก ซึ่งคนๆนี้นี่เองที่แนะนำให้ข้าพเจ้ามีบล๊อกเป็นของตัวเอง ซึ่งข้าพเจ้าก็นับถือเจ๊กิ่งในระดับหนึ่ง

ทุกครั้งที่ต้องพูดคุยกับแก ราวกับว่ามีพลังบางอย่างทำให้ข้าพเจ้าต้องเกรงใจ ข้าพเจ้าเขียนบล๊อกนี้ด้วยสรรพนามแทนตัวเองว่า “เรา” เพราะคิดไม่ออกว่าจะเขียนอะไรแทนชื่อกวิน ก้อนทองดี ส่วนเจ๊กิ่งนั้นเป็นความเคยชินโดยกำเนิดของแกเองที่จะใช้คำนี้

จริงๆแล้วที่ข้าพเจ้าใช้คำว่าโดยกำเนิดก็เพราะข้าพเจ้าแทบจะไม่รู้จักคนๆนี้ หรือรู้จักในช่วงเวลาอันสั้นเกินไปจึงไม่อาจทราบได้ว่าทำไมแกถึงเป็นคนแบบนี้ ข้าพเจ้าจึงถือวิสาสะสรุปเอาเองเลยว่าทุกอย่างนั้นเป็น “โดยกำเนิด”

มีบางครั้งที่แกท้อใจอย่างรุนแรง ร้อนรน ราวกับมีลูกตะกั่วหนักอึ้งถ่วงท้อง ราวกับศรีษะและหัวใจของแกจะแตกสลาย ราวกับอะไรอีกหลายอย่างที่ข้าพเจ้าจะสรรหาคำมาใส่ให้เกินจริงได้ เจ๊กิ่งจะมีความเครียดเสมอ

แต่ข้าพเจ้าไม่เคยคิดจะทำให้แกหายเครียดเลยแม้แต่น้อย เพราะมันไม่ใช่เรื่องของข้าพเจ้าที่จะบุกรุกโลกของแก ข้าพเจ้าเชื่อในการตัดสินใจของเจ๊กิ่งแม้แกจะอยู่ในสภาวะอารมณ์ใดก็ตาม

ข้าพเจ้าจะขอให้เจ๊กิ่งสู้ต่อไปเหมือนทาเคชิในไอ้มดแดงที่ข้าพเจ้าเคยติดงอมแงมในวัยเด็ก ถึงแม้พวกสัตว์ประหลาดจะตายห่าตายโหงกันไปล้านแปดตอน ถึงแม้ไอ้มดแดงจะเตะสัตว์ประหลาดตายห่าไปกว่าสองร้อยห้าสิบแปดตอน ตอนจบของทุกตอนก็จะมีเสียงขึ้นมาว่า สู้ต่อไปทาเคชิ

ข้าพเจ้าคิดว่าบางทีคำว่าสู้ต่อไปอาจจะทำให้ทาเคชิมีแรงฮึดสู้ต่อไปตามที่คนพากษ์พูดก็เป็นได้

ดังนั้นกำลังใจคือแรงผลักดันที่โคตรจะยิ่งใหญ่สำหรับมนุษย์ชาติ

ข้าพเจ้าจึงไม่ลังเลเลยกับการพูดว่า

สู้ต่อไปเจ๊กิ่ง!

ณ ตอนนี้

•กันยายน 12, 2009 • ให้ความเห็น

เรานอนลงบนเตียง ผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ ทำเพียงเฝ้าคอยให้วิญญาณกลับสู่ห้วงภวังค์… สุดท้ายการรอคอยก็ไม่เคยทำให้เราหลับ

เราจ้องมองภาพเขียนข้างฝา ในความมืดที่เหมือนจะดูดกลืนทุกสิ่งรอบกาย ทำเพียงปิดเปลือกตาลงในความมืด… สุดท้ายเราก็ไม่เข้าใจอะไรอยู่ดี

ในที่สุดเราก็ตื่นในแดดยามเช้า ดวงตาพร่ามัว สมองหนักราวกับลูกตะกั่ว

ภาพเขียนข้างฝา ภาพที่มีเพียงสีละเลงไร้เรื่องราว ไร้ราคาค่างวด ภาพเขียนที่พูดไม่เป็น
แต่เราก็ยังคงติดมันไว้ข้างฝา

เพื่อนเก่ากลับมาเยี่ยมเยียน เพื่อนคนนี้ชื่อมึนเมา เราไปหามันก่อน และมันก็จะมาหาเราทีหลัง มีเพียงสายควันและความเงียบไร้สุ้มเสียงใดๆ

เราจ้องมองภาพเขียนอีกครั้ง แต่พยายามนึกเท่าใดก็นึกไม่ออก เราเขียนมันขึ้นมาทำไมเหตุผลนั้นลืมไปเสียแล้ว

ต้นไม้ต้นหนึ่งยืนตระหง่านยามโพล้เพล้ หยาดน้ำค้างปลิดปลิวจากยอดใบอ่อนลงสู่ผืนดิน

เราโน้มตัวลงนอนบนเตียงอีกครั้ง สติเลือนราง หัวถูกดึงดูดเข้ากับหมอนด้วยความเร็วสูง

น้ำค้างหยดลงบนหญ้าต้นหนึ่ง ทำให้มันมีแรงจะมีชีวิตอยู่ต่อไปก่อนคนจะมาถอนมันออกตามปกติ ความพยายามของต้นหญ้าดูไร้ค่า

เราจ้องมองภาพเขียนอีกครั้ง ข้อสรุปคือมันดูไม่รู้เรื่อง และงานประเภทนี้ก็มีอยู่เยอะแยะในยุคนี้

ต้นหญ้าถูกถอนในตอนเช้า ผืนดินรอรับหญ้าต้นใหม่ที่จะเติบโตและตายในไม่ช้า

มือของเรากำลังจะแกะงานออกจากฝาผนัง งานแบบนี้ใครๆก็เขียนได้

แต่เราก็หยุดและกลับไปนอนต่อเช่นเคย ทำเพียงรอคอยเข็มนาฬิกาให้หมุนไปยังวันพรุ่งนี้ และกลับไปยังวิถีชีวิตเดิม

บางสิ่งที่เรามองไม่เห็นเรื่องราว ใช่ว่ามันไม่มีเรื่องราวเสมอไป
สิ่งใดมีมาก สิ่งนั้นย่อมดูไร้ค่า แม้ว่าสิ่งนั้นจะสวยงาม

เราเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง แสงตะวันสีแดงยามลับขอบฟ้า ความรู้สึกเมื่อจ้องมองคล้ายกับว่าเราเคยรู้สึกแบบนี้

เราเลือกที่จะสลัดความสงสัยทิ้งไป และหลงลืมมันต่อไป

.

.

.

.

.

.

ความจริงอันน่าเศร้าคือ ไม่มีใครในโลกไม่หลงลืม เราหลงลืมสิ่งที่อาจจะเคยคิดว่าจะไม่มีวันลืม เราเปลี่ยนแปลงแม้เราสาบานว่าจะไม่เปลี่ยนแปลง

ตัวเราเมื่อวานนั้นไม่ใช่เรา ตัวเราเมื่อวัยเยาว์ก็ไม่ใช่เรา เมื่อห้านาทีที่แล้ว หรือจะเมื่อเสี้ยววินาทีที่แล้วก็ไม่ใช่เรา ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเสมอภายใต้จิตสำนึก ทั้งใต้สำนึก ไร้สำนึก มีสำนึก และอีกหลายสำนึกก็เช่นกัน ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเสมอภายใต้กฏแห่งธรรมชาติ แห่งกรรม แห่งสหประชาชาติ หรืออะไรก็ตาม

บางครั้งเราเสียดายที่จะตัดอดีตทิ้ง

แต่ขอจงอย่าลืมว่าสุดท้ายก็จะไม่มีอดีต ไม่มีปัจจุบัน ไม่มีอนาคตมีเพียงธาตุธุลีที่หลอมรวมเป็นหนึ่งกับโลก

สุดท้ายเราก็ต้องคืนโลกไปหมดอยู่ดี

ตาต่อตา

•สิงหาคม 27, 2009 • ให้ความเห็น

ทันทีที่ละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์สายตาเราก็ปะทะเข้ากับดวงตาอีกคู่ในห้องนอนของเรา…ดวงตาที่ไม่ใช่คน หนูสีดำตัวเล็กตัวหนึ่งยืนอึ้งอยู่ตรงประตูห้องแล้วส่งสายตามาปะทะกับเราประมาณว่า กูโดนจับได้แล้ว

ในขณะที่เรากำลังจะพุ่งไปที่ประตูและเปิดโดยหวังว่ามันจะออกไปโดยสันติมันก็วิ่งเข้าใต้เตียงและหายวับไปกับตา…

แต่เราแน่ใจว่ามันยังอยู่ในห้อง เรากวาดสายตามองอย่างหวาดระแวงรอบๆห้องเป็นช่วงๆ แต่ก็ไร้วี่แววของมัน

บ้านเรามีหนูตัวนึงซะแล้ว กลัวแค่ว่าจะมีครอบครัวในบ้านหลังนี้…ในห้องนี้ ซึ่งเราไม่ยอมแน่นอน

แต่สุดท้ายก็ยอมแพ้ กลับมาเข้าบล็อค บ่นให้คนในเน็ตอ่านพลางคิดไปว่าให้มันเถอะเรื่องแค่นี้

emotionreason

•สิงหาคม 4, 2009 • ให้ความเห็น

งานอารมณ์เราที่จะเขียนต่อไปจะไม่อยู่ในบล๊อกนี้แล้วแต่จะอยู่ในบล๊อก
http://emotionreason.wordpress.com แทน

บล๊อกนี้จะกล่าวถึงเหตุผลของอารมณ์มากกว่าจะตั้งคำถาม

ส่วนตัวเรา “โคตร” จะพอใจกับงานใหม่ตัวเองเหมือนกันเพราะมันกลั่นกรองมาจากอารมณ์มากกว่าผนวกกับเราชอบทำงานอารมณ์อยู่แล้วทั้งศิลปะ ดนตรีแม้กระทั่งงานเขียน

ยำ (2)

•กรกฎาคม 15, 2009 • ให้ความเห็น

วันนี้จะขอยำอะไรหลายๆอย่างลงในจอสี่เหลี่ยมดำๆนี้หน่อย

1. ว่าด้วยตัวของตัวเอง

อะไรคือสิ่งที่เป็นตัวตนที่แท้จริง? เราสังเกตดู(อีกแล้ว)ว่าหลายๆคนนั้นมักโฆษณาว่าตัวเองนั้นเป็นตัวของตัวเองบ้างล่ะ ไม่หลงตามกระแสบ้างล่ะ

แต่เราไม่คิดนะว่ากระแสในที่นี้จะไม่ทำให้คนแบบนั้นมีผลกระทบโดยไม่รู้ตัวหรือ? อะไรคือตัวของตัวเองกันแน่ และทำไมคนถึงพยายามตามหามันเหลือเกินทั้งๆที่มันก็เป็นเพียงแค่มโนภาพที่ไม่จริง เป็นเพียงสิ่งที่เราตามหาทั้งๆที่ไม่มีจริงๆ

…เราคิดว่ามนุษย์เราเปลี่ยนตลอด ไม่มีใครไม่เปลี่ยน ดังนั้นตัวตนของเราเองก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆตามสิ่งรอบตัว ไม่ว่าจะสภาพแวดล้อม ผู้คนรอบข้าง หรือแม้กระทั่งเพลงที่ฟังหนังที่ดู

ทุกอย่างมันเปลี่ยนกันได้ เพียงแต่ในหนึ่งตัวตนของเรามีความฝัน

ความฝันที่ไม่ว่าตัวตนของตัวเองจะเป็นเช่นไรมันก็จะไม่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา

2. การควบคุม

หมอบอกว่าไม่ให้เราควบคุม พยายามปลดปล่อยออกมาให้มากที่สุด หากควบคุมเราจะกลายเป็นคนที่ในหัวสมองอัดแน่นไปด้วยอารมณ์ระเบิด และสักวันมันต้องระเบิด

อืม…ห้ามควบคุมแล้วให้ปลดปล่อยเหรอ? ถ้าให้ปลดปล่อยมันทุกครั้งเราคงเหมือนคนบ้าน่าดูแฮะ!

3. มีดทำครัว

วิชาอาชีพเล่นเอาสยองใช่เล่น เรานั่งหั่นอยู่เพื่อนเราก็หั่นเข้าเล็บตัวเอง

เราก็ด่ามันว่าโดนได้ไงวะ พูดยังๆไม่ทันขาดคำเลยมีดคมปลาบสุดล้ำสมัยก็สัมผัสกับเล็บเราแทบขาด

เราหั่นต่อไปเรื่อยๆด้วยความเมามันจนเสร็จงาน ครูก็ให้เอามีดไปล้าง

เมื่อมีดถูกน้ำชำระล้างจนใหม่แล้ว…เราอดชื่นชมในประสิทธิภาพโรงเรียนที่เอาเงินไปซื้อมีดใหม่ๆมามากมาย

มีดเมื่อสะอาดแล้วก็กลับมาส่องแสงวาววับกับคมที่ดูจะสดใสกว่าเดิม เราอดไม่ได้จริงๆที่จะเอาเสื้อไปเช็ดคราบน้ำออกก่อนเอาไปเก็บ

…เราคิดว่าคงต้องหัดใช้มีดมาทำกับข้าวบ้างแล้วล่ะ

4. แด่ผู้ที่ไม่เคยรู้จักตัวเอง

รุ่นน้องผู้ตามรุ่นพี่ทั้งท่าทาง คำพูดแบบวัยรุ่น เพื่อนผู้ตามคนอื่นถึงที่สุด

บางที่อาจจะเป็นเพราะการค้นหาตัวเอง… แต่เขามองหาคนอื่นในตัวเองมิได้มองหาตนเองในสรรพสิ่ง เราอาจจะพูดง่ายเกินไปเกี่ยวกับการค้นหาตัวเอง

แต่เราแค่คิดว่าคนส่วนใหญ่เลือกท่จะมองข้ามตัวเองแล้ววิ่งเข้าหาความศิวิไลซ์ในแสงสียามค่ำคืน เลิกฟังแผ่นเสียงไปซื้อซีดีแทนในราคาถูกแต่ไร้ซึ่งจิตวิญญาณ

ชีวิตคนทั่วไปที่มีอิสระนั้น เราได้เลือกอยู่ตลอดเวลา

คนบางคนเลือกจะแต่งตัวให้เหมือนเพื่อนหรือรุ่นพี่ บางคนเลือกที่จะเดินตามเส้นทางที่คนอื่นเคยย่ำจนเละแล้ว

แต่บางคนเลือกที่จะทำสิ่งที่แตกต่าง เลือกที่จะมองเห็นความงามของแสงแดด เลือกที่จะได้กลิ่นหอมของธรรมชาติ เลือกที่จะใช้ชีวิตตัวเอง

เราเสียดายตัวตนของคนหลายๆคนที่เลือนหายไปกลายเป็นคนอื่น แต่หากเขาพอใจที่จะเป็นคนอื่น นั่นก็เป็นความสุขอย่างหนึ่ง

สิ่งที่มีค่าที่สุดของชีวิตคือการใช้ชีวิต

ดังนั้นเราอยากถามคนที่นั่งอ่านว่า แล้วสิ่งที่มีค่าที่สุดของการใช้ชีวิตของคุณล่ะคืออะไร?

ไม่แน่มันอาจจะเป็นความฝันของคุณแล้วก็ได้

ดังนั้นถ้าค้นพบก็เดินไปหามันซะ

ปล. เราว่าจะเอาเรื่อง “จุดจุดจุด”ที่เขียนไว้ตอนเจิมบล็อกแรกๆมาเขียนใหม่ด้วยล่ะ รู้สึกว่ายังขาดในหลายๆเรื่องน่ะ เราคิดว่ามันน่าจะมีปมอารมณ์ที่ซับซ้อนกว่านั้นน่ะ

คิด

•กรกฎาคม 4, 2009 • 2 ความเห็น

ตอนนี้เลยได้แต่คิด คิดให้หัวแตก

เราต้องทำมันให้เสร็จ

ไอ้หนังเรื่องนี้ต้องเสร็จก่อนเราจบปีนี้